บทที่ 4 แรดปฏิบัติงาน

บทที่ 4

ตอน แรดปฏิบัติงาน

ในขณะที่ฉันกำลังนั่งเคลียร์งานให้เจ้านายตามหน้าที่ของผู้จัดการส่วนตัว ตอนแรกฉันก็เรียกตัวเองว่าผู้ช่วยผู้จัดการนะคะ เพราะเจ๊มินนี่บอกว่าหน้าที่มันก็เหมือนกัน ต่างกันแค่ฉันต้องดูแลในเรื่องที่เจ๊มินนี่ไม่สามารถทำได้ นั่นก็คือดูแลดาราอย่างใกล้ชิด

เจ๊มินนี่มีดาราในสังกัดหลายคน พักนี้จึงไม่ว่างมาอยู่กับคุณภู และครั้งนี้เจ๊ได้ขอลากลับก่อน เนื่องจากเธอต้องไปดูแลเด็กใหม่คนอื่นๆ ด้วย

“ทำไมเธอถึงคิดว่านายนั่นหล่อกว่าฉัน ทั้งที่คนอื่นๆ ก็บอกว่าฉันหล่อกว่ากันทุกคน”

เขายังไม่เลิกคิดเรื่องนี้อีกหรอเนี่ย นึกว่าพอถ่ายโฆษณาเสร็จแล้วเรื่องก็จบ แต่ที่ไหนได้...

“ช่างเถอะค่ะ เรื่องแค่นี้เอง ทำงานเสร็จแล้วก็กลับไปพักเถอะ คุณมีเดินแบบอีกตอนเย็นนะ เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนนี่ ตอนกลับมาสภาพแทบดูไม่ได้เลย ไปนอนรอบนรถก็ได้นะคะ”

ปกติฉันไม่ใช่คนพูดมากอย่างนี้ แต่ผู้ชายเรื่องเยอะคนนี้ทำให้ฉันกลายเป็นคนพูดมาก ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแค่สองวัน นี่คงความสามารถพิเศษของเขาสินะ

“อย่ามาสั่งนะ ถึงฉันจะไฟแรงแค่ไหน ฉันก็ต้องปล่อยให้ผู้หญิงเขาได้พักบ้างแหละ ไม่ต้องห่วงหรอก บอกมาหน่อยซิ ฉันมีส่วนไหนที่ดูด้อยกว่าคุณน๊อตนั่นหรอ”

ฉันควรหัวเราะหรือควรทำหน้าเยาะเย้ยดีคะ ก็สิ่งที่เขาด้อยกว่ามันคือสิ่งที่ตัวเขาเองไม่มีทางปรับปรุงได้ด้วยสิ ฉันไม่ได้ดูถูกเขานะ แต่ดูท่าว่าพี่ภูน่าจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ

“บอกไปมันก็แก้ไม่ได้ค่ะ เอาเป็นว่าคุณเลิกคิดเรื่องนี้แล้วรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับที่พักกันเถอะ”

ฉันอยากจะบ้ากับนายคนนี้ ต่อหน้ากับลับหลังท่านผู้ชมมันคนละเรื่อง เพราะแบบนี้เองล่ะมั้ง เขาถึงได้รางวัลนักแสดงชายเจ้าบทบาทอยู่บ่อยๆ

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ บอกมาถ้าไม่บอกฉันไม่กลับ”

“เฮ้อ...จริงๆ เลย บอกก็ได้ค่ะ เขาน่ารักกว่าตรงนิสัยค่ะ หน้าตาคุณดูเด่นออร่าจับกว่าเขาก็จริง แต่ว่านิสัยเขาสุภาพน่ารักกว่า ฉันเลยบอกว่าเขาดีกว่าคุณ”

ดูเหมือนจะดีขึ้นแฮะ เขาคงไม่ซีเรียสเรื่องไอ้นิสัยเสียๆ ของตัวเองเลย ดูได้จากปฏิกิริยา

“อ้อ... ค่อยยังชั่ว ฉันยังหล่อกว่าสินะ หึๆ”

หัวเราะได้เหมือนตัวร้ายจริงๆ เชื่อเขาเลย

ณ เพ้นท์เฮ้าส์สุดหรู

ตอนนี้ฉันกำลังนั่งเรียบเรียงข้อมูลของนายท่านอยู่ค่ะ ต้องทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนหน่อย ส่วนเจ้านายฉันหรือคะ ตอนนี้คงจะกำลังเดินช็อปปิ้งอยู่ที่ห้าง เห็นบอกว่าจะไปหาชุดหล่อๆ ใส่ ทั้งที่ชุดเขาก็มีอยู่เต็มตู้ไปหมด แทบจะท่วมห้องแต่งัวอยู่แล้ว ฟุ่มเฟือยชะมัด

เมื่อหลายปีที่แล้ว บ้านฉันไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีเหมือนปัจจุบัน ตอนนั้นพ่อเป็นแค่ครูจนๆ แม่ของฉันก็เป็นแค่แม่ค้าคนหนึ่งเหมือนกัน

ท่านทั้งสองเพิ่งมารวยก็ตอนที่พ่อได้เลื่อนขั้นเป็นถึงผู้อำนวยการ เงินเดือนก็เยอะขึ้นด้วย แถมพ่อฉันยังเปิดคลาสสอนพิเศษด้วยนะคะ หลังจากนั้นมาชื่อเสียงท่านก็เรื่องลือไปทั่ว จนมีผู้ปกครองหลายท่านให้ลูกมาสมัครเรียน

เพราะว่าเราสามคนเป็นครอบครัวที่กินอยู่แบบประหยัดพอควร ไม่ใช้เงินซื้อของที่ไม่จำเป็นหรือว่าแต่งตัวจนเกินไป

ฉันเป็นเด็กนักเรียนทุนด้วย พอขึ้นปีหนึ่งมาก็ได้เรียนฟรีทุกเทอม และที่ผันตัวมาเป็นสาวเนิร์ดก็คงเพราะอย่างนี้ด้วยแหละ เรียนหนักไงคะ!

ปัจจุบันพ่อเปิดโรงเรียนกวดวิชาตั้งสามสาขา สองปีมานี้บ้านฉันรุ่งมากค่ะ เรามีบ้านที่หลังใหญ่มากๆ เล็กกว่าคฤหาสน์แค่นิดเดียว วันที่ได้เข้าไปเหยียบบ้านหลังนั้น ฉันนี่น้ำตาไหลเลยกว่าเราสามคนพ่อแม่ลูกจะมีวันนี้ได้มันลำบากมากจริงๆ

“ยายป้า ยายลูกเห็บ! มาช่วยฉันหิ้วของหน่อย”

หน็อย!

พูดได้น่าช่วยมากเลยนะนายภูกระดึง!

เขาเปลี่ยนชื่อให้ฉันอีกแล้ว นายนี่มันน่านัก ถ้าไม่ถือว่าต้องทำหน้าที่เป็นลูกจ้างนะ ฉันจะเผาไอ้อุปกรณ์ลามก18+ อะไรนั่นให้หมดเลย

“มีอะไรคะ แล้วก็ขอทีเถอะ เลิกตั้งชื่อแปลกๆ ให้ฉันสักที”

“ถามได้ว่ามีอะไร ช่วยหิ้วของไปเก็บในห้องแต่งตัวที”

ฉันช่วยเขาหิ้วพวกถุงช็อปปิ้งเข้าไปในห้องแต่งตัวสุดหรูหรา ดูแค่ถุงก็รู้แล้วค่ะว่ามีแต่เสื้อผ้าแบรนด์ดังทั้งนั้นเลย

ห้องแต่งตัว

“นี่เธอน่ะ สายตาแย่จนต้องใส่แว่นประจำเลยหรอ”

“ก็ไม่ได้แย่อะไรหรอกค่ะ มันก็ยังมองเห็นอยู่ แต่ฉันใส่จนชินแล้ว ก็เลยชอบใส่”

เขาถามระหว่างกำลังช่วยฉันเอาเสื้อผ้าใส่ไม้แขวน

“รู้ตัวหรือเปล่าว่าเธอสวยมากตอนถอดแว่น”

“รู้มาตั้งนานแล้วค่ะ ว่าตัวเองสวย”

“แล้วทำไมถึงต้องทำตัวเชยๆ เพื่อปกปิดมันด้วยหละ”

“ก็ไม่รู้ว่าจะดูดีไปทำไม อีกอย่างเสื้อผ้า เครื่องสำอางเดี๋ยวนี้มันแพง  ฉันเก็บเงินไว้ซื้อหนังสือมาอ่านเล่นไม่ดีกว่าหรอ”

“เนิร์ดจริงๆ แต่ฉันไม่ชอบเลยพวกที่ปกปิดจุดขายของตัวเอง ไว้ถึงวันเงินออกฉันจะพาเธอไปแต่งตัว เป็นผู้จัดการฉันต้องสวยนะ จะให้พวกแฟนคลับหรือสื่อมาครหาไม่ได้ เสียชื่อฉันหมด”

ฉันไม่สนใจคำพูดเขาหรอกค่ะ ฉันยังไม่รู้ว่าจะมีจุดขายไปเพื่ออะไร งานของฉันคือทำให้เขาดูดี ไม่ได้ทำให้ตัวเองดูดีสักหน่อย

“เสร็จแล้วค่ะ ฉันไปก่อนนะ”

“นี่ฉันยังพูดไม่จบเลย เธอมีสิทธิ์อะไรมาเดินหนี เธอรู้มั้ยตั้งแต่เกิดมานี่ ยังไม่มีใครกล้าเดินหนีจากฉันเลยนะ”

“คุณจะมาสนอะไรกับเรื่องแค่นี้คะ ฉันมาทำงานไม่ได้มาเป็นเพื่อนคุยเล่นกับคุณ เอ๊ะ...ปล่อยนะ ฉันจะกลับห้อง”

เขาดึงมือไม่ให้ฉันเดินออกไปเสียแน่นเลย ถึงลูกขวัญคนนี้จะแรดแต่ก็ไม่ง่ายนะจ๊ะ

“ฉันไม่ยอมให้สาวเมินหรอกนะ เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร เธอไม่มีสิทธิ์มาเมินฉัน”

“เฮ้ยคุณ เราก็โตๆ กันแล้วนะคะ จะมาสนอะไรกับไอ้เรื่องแค่ฉันเมินคุณ มีผู้หญิงอีกเยอะที่เขาสนใจคุณ คุณควรจะแคร์คนพวกนั้น ไม่ควรมาแคร์ความเห็นส่วนตัวของผู้หญิงเชยๆ คนหนึ่ง แล้วก็ปล่อยฉันได้แล้ว”

งี่เง่าชะมัดอายุจะ 30 แล้วนะ จะมาอะไรกับเรื่องแค่นี้นักหนา การโดนฉันเมินมันทำให้ผู้ชายตรงหน้าโมโหอย่างเห็นได้ชัด เขาเป็นอะไรน่ะ ทำไมท่าทางดูน่ากลัวจนฉันใจสั่นเลย

“อย่าเมินฉัน เจ๊มินนี่ยังไม่เคยบอกสินะ สิ่งที่ฉันเกลียดสุดๆ คือการโดนเมิน” พูดจบเขาก็บีบแขนฉันเสียแน่น ทำเอาฉันเจ็บจนกระดูกแทบแตก

“ฉันเจ็บนะคะ! ปล่อยเถอะ ฉันเจ็บ” ฉันพยายามพูดดีที่สุดเพื่อให้เจ้านายใจเย็นลง

“ทีหลังอย่าทำเหมือนฉันไม่สำคัญอีก เข้าใจมั้ย! ฉันไม่ชอบ!” เขาขู่ฉันได้น่ากลัวมาก ก่อนจะสะบัดมือออกแล้วค้อนฉันวงใหญ่

เวลาต่อมา

“ค่ะๆ หนูจะไม่ทำแบบนั้นอีก ชีวิตเขามันอ้างว้างขนาดนั้นเชียวหรือคะ น่าสงสารจัง ค่ะๆ ขอบคุณนะคะ สวัสดีค่ะเจ๊”

ฉันกดวางสายทันทีหลังจากคุยเรื่องของคุณภูบดีกับเจ๊มินนี่ เจ๊มินนี่บอกว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนขาดความอบอุ่น มองโลกในแง่ลบ เพราะว่าชีวิตเขาค่อนข้างว้าเหว่

พ่อแม่ไม่เคยมีเวลาให้ นานๆ ทีถึงจะนัดทานข้าวกันอย่างพร้อมหน้ากันสามคน พ่อ แม่ ลูก พี่ภูอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็ก ทั้งพ่อและแม่ของเขาเป็นนักธุรกิจระดับอภิมหาเศรษฐีของเมืองไทย

พวกท่านมีธุรกิจค่อนข้างเยอะ ซึ่งธุรกิจบางอย่างก็อยู่ที่ต่างประเทศ ท่านทั้งสองจึงไม่มีเวลาให้ลูก แถมทั้งคู่ก็แยกทางกันแล้ว เวลาจะมาหาพี่ภูก็ต้องคอยดูเวลาไม่ให้มาตรงกันตลอด

เหตุนี้เขาจึงไม่ชอบการเมินหรือถูกมองข้าม เพียงเพราะว่าได้สิ่งเหล่านี้มาจากพ่อแม่ จนไม่อยากถูกคนอื่นมองข้ามอีก

เขาโกรธเพราะว่าฉันเดินหนีเขา รวมถึงตอนที่ฉันบอกว่าคุณน๊อตน่ารักกว่าด้วย พูดถึงมันก็น่าเห็นใจนะคะ พี่ภูคงอยากได้รับความอบอุ่นจากการดูแลเอาใจใส่ของคนรอบข้าง

ฉันแอบสังเกตเห็นเขาชอบอ้อนเจ๊มินนี่อยู่บ่อยๆ ทางเจ๊มินนี่เองเธอคงไม่ได้รู้สึกรำคาญแม้แต่น้อย เจ๊ยังบอกด้วยซ้ำว่าเจ๊รักคุณภูเหมือนน้องอีกคนหนึ่ง สรุปแล้วคุณภูเป็นผู้ชายที่ค่อนข้าง ขาดความอบอุ่น ขี้เหงา ขี้งอน ขี้อิจฉาด้วย

เอ้อ...ดูน่ารักดีเนอะ

อ้อ... ยังมีอีกหนึ่งเรื่องค่ะ นายพ่อค้าขายอ้อยไม่ได้เข้าวงการมาเพราะงานดีเงินเยอะ และถนัดเรื่องการแสดงอย่างเดียว ที่เขาอยู่ในวงการมาถึงทุกวันนี้ เพราะเขาได้รับความรักจากแฟนคลับ ทำให้ผู้ชายคนนี้ยืนหยัดอยู่ในวงการบันเทิง แถมยังดูเหมือนจะมีคนรักเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน

เจ๊มินนี่บอกว่ามีอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพี่ภูซึ่งมันสำคัญมากๆ แต่ว่าแกดันวางสายไปก่อนเพราะกำลังดูแลเด็กในสังกัดคนล่าสุด

ระหว่าที่ฉันกำลังจะเดินออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ต

“จะไปไหน”

เสียงทักขึ้นมาจากห้องนั่งเล่น ฉันล็อคประตูห้องเพื่อความสบายใจ ก่อนจะตอบเขาไปตามความจริง

“ไปซื้อของที่ซุปเปอร์ค่ะ คุณอยากได้อะไรมั้ย”

“ไม่หละ” ตอบเสร็จก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านบทละครต่อ ตั้งใจทำงานดีนะเนี่ย สงสัยอารมณ์คงเย็นลงแล้ว

หลังจากกลับมา ฉันก็เข้าครัวทันที ตั้งใจจะทำแพนเค้กขอโทษเจ้านาย ถึงแม้มันจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเจ้านายผู้ชินกับการเป็นคนสำคัญ มันคงเป็นเรื่องใหญ่มาก

“เสร็จแล้ว”

ขนมแพนเค้กเสร็จเรียบร้อย ฉันตกแต่งมันด้วยผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อย่างสวยงาม พร้อมทั้งราดน้ำผึ้งลงไปด้วยความตั้งใจ ซึ่งมันน่าทานมาก หวังว่าคนขี้งอนจะชอบนะ

ต่อมาฉันแนบกระดาษไว้ที่จาน เขียนคำว่าขอโทษพร้อมทั้งวาดรูปอีโมติคอนน่ารักๆ ลงไปด้วย

ฉันค่อยๆ เดินออกไปหาพ่อพระเอกชื่อดังที่ห้องนั่งเล่น

“คุณภูคะ ทานแพนเค้กหน่อยนะคะ อร่อยนะ ฉันตั้งใจทำมากๆ เลย”

นายนั่นยอมละมือจากบทละคร ก็นะของโปรดนี่นาใครจะกล้าเมิน

“น่ากินดีนี่ กลิ่นหอมเชียว รู้แล้วใช่มั้ยว่าทำให้ฉันโกรธ”

จะกินแล้วยังว่างมาโกรธอีก

“ค่ะ ขอโทษนะคะ คราวหน้าฉันจะระวัง”

พ่อรูปหล่อหันมามองฉันระหว่างที่กำลังทานอยู่ นายนั่นคงตั้งใจจะสบตาฉัน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่เสียใจด้วยนะตอนนี้ฉันใส่แว่นหนาๆ นี่อยู่ คิคิ

“อร่อยดีนะ เธอนี่ครบจัง ทำได้หมดทุกอย่าง ยกเว้นทำตัวเองให้ดูดี อ้อ... แล้วอีกอย่างนะ ถ้าหากคราวหน้าเธอทำแบบนี้อีกหละก็”

ก็อะไร ทำไมต้องยิ้มร้ายๆ อย่างนั้นด้วย

เขาวางช้อนลงพร้อมทั้งขยับเข้ามาใกล้ๆ เหมือนจะกระซิบที่หู คุณภูจะทำอะไร มันจะใกล้เกินไปแล้วนะ ปากบอกไม่ชอบนิสัยเขา แต่พอนายนี่เข้ามาประชิดตัว ร่างกายฉันก็เกิดทรยศรู้สึกร้อนวูบวาบเพราะอาการขวยเขินทันที

นายนี่กำลังพูดอะไรบางอย่างกับฉัน ด้วยการกระซิบข้างหูแบบใกล้ชิด และก็...

“ฉันจะบีบนมแบนๆ ของเธอทันที บีบให้มันใหญ่ขึ้น...”

ไม่ค่ะ

ฉันไม่ให้เขาได้พูดต่อไปแน่ มันจะมากเกินไปแล้วนะภูบดีลามกแบบเปิดเผยเกินไปแล้ว

“ไอ้ลามก!” ฉันด่านายนั่นซะเสียงดัง ก่อนจะดีดไปที่ใบหูเขาหนึ่งที่ ทำให้คนหน้าหม้อถึงกับร้องจ๊าก

ฉันไม่น่ามาทำดีกับเขาเลย ไอ้หื่นไม่มีวันสิ้นสุด!

“โอ๊ย! ยายแสบ! ยายแม่มด! ยายป้า! เจ็บนะโว้ย! ”

“สมน้ำหน้า อยากมาลามกกับฉันเอง ไอ้บ้า!”

ฉันรีบวิ่งเข้าห้องด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ

เป็นบ้าอะไรเนี่ยยายลูกขวัญ ไม่ชอบเรื่องลามกไม่ใช่หรอแล้วแกจะเขินทำไมกัน บ้าชะมัดเลย บางที่ปากกับใจรวมถึงการกระทำมันก็สวนทางกัน

ทำให้ฉันเกือบจะบ้าตาย!

[End of Lokkway’s part]

บทก่อนหน้า
บทถัดไป